2008/Jun/29

ไปดัดผมมาที่ 106 Hair Studio ที่เปิดใหม่แถวสีลมซอย 8

เคยได้ยินชื่อมาซักพักแล้วว่าเป็นร้านญี่ปุ่น มีช่างญี่ปุ่น แล้วราคาก็ไม่ได้แพงเว่อร์แบบร้านต้ามห้างอย่าง MOGA แถมมี promotion ช่วงเปิดร้านใหม่ ก็เลยลองไปดู 

ไปถึงครั้งแรก ตกใจ เพราะคนไทยเต็มร้าน 

ค่อนข้างผิดหวังนิดหน่อย นึกว่าจะมีช่างญี่ปุ่นเยอะๆ แต่มองซ้ายมองขวาก็ยังไม่เจอ แต่ไหนๆมาแล้วก็เลยตัดสินใจทำ ก็ไปสระผมแล้วก็ตัดผม มีช่างคนไทยมาตัดใ้ห้ พอช่างคนไทยตัดเสร็จก็ปรากฏว่า มีช่างญี่ปุ่นโผล่ออกมาเพื่อเชคผมแล้วก็ตัดเก็บงานอีกรอบ 

สรุปคือ วันนี้ ทั้งร้านมีช่างญี่ปุ่นคนเดียว แล้วเหมือนจะเป็นช่างใหญ่ คอยเชคงานทุกคนมากกว่า คือมีช่างไทยทำก่อนแล้วเขาก็มาเชค + เก็บงานอีกที แล้วก็ค่อยตัดสินใจเรื่องต่างๆ เช่นเลือกสีผม บอกวิธีม้วนแกนให้ช่างไทย

ตัดเสร็จก็ดัด ดัดออกมาแล้วก็ถูกใจเลย คือไม่แก่ (ก่อนหน้านี้เคยดัดทีนึง ออกมาแก่โคตร ทนไม่ได้ต้องไปยืดเลย) ออกมาสไตล์ญี่ปุ่นเลย ตอนแรกยอมรับว่ากลัวเพราะคนมาม้วนให้เป็นคนไทย แต่เราก็เห็นวิธีม้วนเขาแล้ว เหมือนในหนังสือญี่ปุ่นที่เคยแอบเชคมา ก็เลยคิดว่าน่าจะโอเค พอออกมาก็โอเคนะ ได้ลอนคลายๆแบบที่อยากได้ (เสียวเหมือนกันว่ามันจะหายเร็วมั้ย เพราะว่ามันคลายเยอะจริงๆ อาจจะต้องรอดูอีกซักสองอาทิตย์) ลอนดูนุ่มสบาย ไม่แข็ง ดูเป็นธรรมชาติ ออกแนวญี่ปุ่นๆดีด้วย แล้วผมก็ไม่เสีย แต่ไม่ได้ถามแฮะว่าเขาใช้น้ำยาของอะไร ลืมอะ 

ในร้านมีล่าม 1 คน คอยแปลทุกสิ่งที่ช่างญี่ปุ่นพูด ไม่ว่าจะพูดกับลูกค้าหรือช่างไทย 

ร้านนี้บริการดี จัดว่าดีมาก อาจจะด้วยมาตรฐานญี่ปุ่น พนักงานทุกคนพูดจาดี ไม่มีมายัดเยียดขายของ คือพอเข้าร้านไปปุ๋ปช่างก็จะมาคุยว่าเราจะทำอะไรบ้าง ดูสภาพผม แนะนำเรื่องต่างๆ พร้อมทั้งแจกแจงราคาอย่างละเอียด หลังจากนั้นก็คือจบ ไม่มีมายัดเยียดขายของอีกแล้ว ซึ่งตรงนี้ชอบมาก  ราคาเขาก็มีมาตรฐานมากด้วย คือมีราคา base ไว้ แล้วก็บวกไปตามความยาวผม เข้าใจว่าคงเอามาตรฐานมาจากญี่ปุ่น

อีกเรื่องที่ชอบคือพวกน้ำยา spray wax อะไรทั้งหลาย กลิ่นหอมมาก ไม่เหม็นเลย แม้แต่น้ำยาดัดก็กลิ่นอ่อนมาก คือเคยดัดครั้งนึงก่อนหน้านี้นานแล้ว เหม็นน้ำยามาก แต่นี่แทบไม่ได้กลิ่น  แถมพวกตัวบำรงุอะไรก็กลิ่นหอมดี ร้านก็ดูสะอาดดีด้วย

จริงๆก็รู้สึกเสียดายนิดๆ อยากให้ช่างญี่ปุ่นทำคนเดียวหมดทั้งหัว แต่นี่ก็ส่วนใหญ่เป็นช่างไทยทำ แต่ก็ดีตรงที่ว่าช่างไทยที่ทำ ก็ละเอียดมากเหมือนกัน อาจจะเพราะต้องเจอช่างญี่ปุ่นเชคตอนสุดท้ายทุกรอบก็ได้มั้ง

มีข้อชวนให้หงุดหงิดคือ พอตกบ่าย ลูกค้าเยอะมาก แต่ช่างมี 3 คน คือญี่ปุ่นหนึ่ง ไทย 2 กลายเป็นว่าลูกค้าต้องรอนานมากเหมือนกัน แต่โชคดีที่เราไปแต่เช้า ก็เลยไม่มีปัญหาเรื่องนี้

วันนี้ทำไปดังนี้ - สระ ตัด ดัด ทำสี และ treatment เสียเงินไปทั้งหมด 2,799 บาท เป็นราคาจัด course เปิดร้านของผมยาวแบบ Long (ราคาลดน่ะแหละ ถ้าทำแยกๆจะแพงกว่านี้) เราว่าราคาก็โอเคเลยนะ ไม่แพงเกินไป แล้วบริการจัดว่าดีเลยล่ะ 

ที่นี่มีรับประกัน 10 วันด้วย ถ้าไม่ถูกใจเขาแก้ให้ ตอนที่ไปทำก็เห็นมีคนมาแก้ทรงคนนึงเหมือนกัน เพราะว่าดัดไปแล้วมันคลาย

ข้อดี

- พนักงานบริการดี สุภาพ
- ตัวร้านสะอาด โล่ง ห้องน้ำมีติดที่ฉีดก้นแบบญี่ปุ่นด้วย ชอบ ติดใจมาตั้งกะคราวไปเที่ยว
- มีระบบราคาที่ชัดเจน แถมมีเก็บ track ข้อมูลลูกค้าด้วย มีเก็บแต้มได้
- ช่างดูละเอียดดีนะ ช่างไทยก็ตั้งใจตัดมาก
- บอกข้อมูลตามสภาพผมลูกค้า ถ้าอันไหนคิดว่าทำไม่ได้เขาก็จะบอกตรงๆ ไม่เหมือนบางร้าน แมร่งบอกได้หมดอะ ออกมาไม่เห็นเหมือนที่อยากได้
- ไม่ยัดเยียดขายของเลยซักนิด 

 

ข้อเสีย
- ช่างญี่ปุ่นมีคนเดียวเองอะ
- ช่างน้อยนะ ถ้าไปช่วงที่คนเยอะๆล่ะรอตายเลย แต่ถ้าไปช่างก่อนเที่ยงคนจะน้อย สบายๆ

พอคิดบวกลบกันไปมาแล้ว หักข้อเสียที่ไม่ใช่ช่างญี่ปุ่นล้วนออก (ไม่ได้ดูถูกช่างไทยนะ แต่ที่เลือกไปตัดร้านนี้เพราะอยากลองตัดกับช่างญี่ปุ่นอะ) บวกกับบริการที่ได้ ราคาที่รับได้ แล้วก็ทรงผมที่ออกมา ก็นับว่าร้านนี้เป็นอีกร้านนึงที่น่าสนใจเลยนะ

คุยๆกับช่างที่ร้าน เขาบอกว่าช่างญี่ปุ่นจะ rotate กันมาจากสุขุมวิท 39 แต่เราคิดเอาเองว่าช่างที่สุขุมวิท 39 น่าจะเยอะกว่า คราวหน้าคิดว่าจะลองไปที่สุขุมวิท 39 ดู แล้วจะ request ช่างญี่ปุ่นเลยด้วย คือยังข้องใจ อยากลองตัดกับช่างญี่ปุ่น 100% รวดดู แต่ไป moga ก็ม่ายไหว แพงเกินเหต  แต่คงจะ 3-4 เดือนกว่าจะได้ไปร้านตัดผมอีกครั้ง ( หวังว่า)

 

edit @ 29 Jun 2008 03:00:39 by * Night Wanderer *

edit @ 29 Jun 2008 03:04:49 by * Night Wanderer *

edit @ 1 Jul 2008 00:39:15 by * Night Wanderer *

2008/Apr/28

คิดไปคิดมา ยังไม่ได้เขียนเรื่องตอนที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นเลยนะ ก็เลยมาเขียนไว้ซักหน่อยดีกว่า

ไปมาหลายประเทศ แต่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ไปญี่ปุ่น ประเทศที่ใฝ่ฝันอยากไปมากมาตั้งแต่เด็กๆ คิดว่าคนที่อ่านการ์ตูนทุกคนก็คงอยากไปญี่ปุ่นซักครั้งในชีวิตล่ะมั้งนะ

ไปคราวนี้ 9 วันเต็ม ลง Osaka เที่ยว Kansai 4 วัน (Kyoto, Nara, Himeji, Kobe, Osaka) จากนั้นแวะ Hakone เพื่อนอน Onsen 1 คืน แล้วค่อยเข้า Tokyo อยู่ shopping อีก 4 วันรวด งบประมาณที่ใช้ทั้งหมด รวมทั้งที่พัก ค่ากิน ค่าอยู่ ค่าเดินทาง 50K บาทถ้วน ไม่รวมค่า shopping นะ (กรุณาอย่าถามว่า shop ไปเท่าไหร่ หึๆๆ)

ช่วง 4 วันแรก ย่าน Kansai ที่พักจองเป็น apartment 50 ตารางเมตร 3 ห้องนอน มีห้องส่วนกลาง ครัว และห้องน้ำให้พร้อม อยู่สบายๆแถวกลางเมือง Osaka ราคาไม่แพง หารแล้วตกคนละ 3600 เยนต่อคืนเท่านั้น น่าพอใจมากๆ เพราะก่อนมากลัวห้องเล็กๆมาก รู้มาว่าที่ญี่ปุ่นห้องมักจะรูหนู ไอ้เราก็ไม่ชอบห้องรูหนู มันอึดอัด เจอที่พักแบบนี้ก็เลยสบายใจ เรื่องความสะอาดไม่ต้องเป็นห่วง ญี่ปุ่น high standard เรื่องนี้อยู่แล้ว

การเดินทางใช้ตั๋ว Kansai Thrupass 3 วัน เพื่อเที่ยว Kyoto, Nara, Osaka แล้วใช้ตั๋ว JR West Pass 1 วันเพื่อไป Himeji และ Kobe

Nara - วันแรกไป Nara ก่อน อากาศดีสุดๆ ซากุระบานพอดี สวยมากกกก โชคดีที่มาทันช่วงนี้ ย่านเมืองเก่าที่เป็นที่เที่ยวของ Nara นั้น ไม่ไกลกันมาก เดินได้ถึงหมด ก็เลยสบายๆ น้องกวางเดินกันให้ว่อน ไม่กลัวคนเลยด้วย วิ่งเข้ามาจะเอาของกินใหญ่ กวางตะกละ

แต่สิ่งนึงที่ shock คือ ห้องน้ำสาธารณะของญี่ปุ่นมันเป็นแบบนั่งยองๆ และเหม็นพอสมควร แบบว่าตกใจ นึกว่าญี่ปุ่นจะไม่มีห้องน้ำแบบนี้เหลือแล้ว ผิวหวังนิดหน่อย รู้สึกว่าห้องน้ำสาธารณะที่เยอรมันสะอาดกว่าเยอะเลยน่ะ แต่ที่ตลกคือ ห้องน้ำโบราณๆแบบนี้ ยังจะมีเครื่องทำเสียงน้ำไหล (ที่ไว้ไม่ให้ได้ยินเสียงเวลาทำธุระ) และก็กดน้ำอัตโนมัติด้วยนะ ความโบราณกับความสมัยใหม่เข้ากันได้จริงๆ ตลกดี

 

Kyoto - เมืองนี้วางแผนพลาดไปหน่อย ไม่นึกว่ารถมันจะติดมากกกกกกกกกกก คือเมืองนี้ต้องเดินทางด้วยรถเมล์เป็นหลัก เพราะรถไฟไม่ค่อยทั่วถึง ปรากฏว่ารถเมล์ติดนรกแตก เพราะดันไปวันอาทิตย์ จริงๆตั้งใจจะไปวันจันทร์เพราะมีคนบอกว่าวันอาทิตย์รถติด แต่ว่าพยากรณ์ว่าฝนจะตกวันจันทร์ ก็เลยจำต้องไปวันอาทิตย์ แล้วก็เจอรถติดสุดๆๆๆๆ เลยไปได้ไม่กี่ที่ แต่ก็ยังดีที่ได้ไปวัน Kiyomitzudera เพราะว่าสวยจริงๆเลย คนญี่ปุ่นเองก็มาเที่ยวเยอะมากๆ เจอสาวๆใส่กิโมโนมาถ่ายรูปกันเต็มไปหมดเลย วันนี้อยู่บนเขาที่กว่าจะขึ้นถึงเล่นเอาท้อ แต่พอถึงแล้วเจอความงามของมันก็หายเหนื่อยได้

 

ช่วงเย็นไปเดินเล่นแถว Gion โชคดีเจองานวัดด้วย เลยเดินกินหนมไปเรื่อยๆ สนุกดี คนญี่ปุ่นนี่ตลกดีนะ กลางวันล่ะโคตรเงียบ พอกลางคืนล่ะเปลี่ยนเป็นคนละคนเลย นั่งกินเหล้าเสียงดังกันใหญ่ แปลกดี

อ่อ มีเรื่องนึงที่แปลกใจ คือทาโกะยากิที่นี่มันย้วย คือ ลองมาสามร้าน ก็ย้วยทุกร้าน มันจะไม่แข็งเหมือนเมืองไทย ตอนแรกกินไม่เป็น เละหมด หลังๆเริ่มจิ้มเป็น ก็กินได้ แต่ที่งงคือ สูตรมันเป็นแบบนี้ใช่มั้ย หรือเราควรจะต้องรอให้มันแข็ง หรือว่าเราเจอร้านที่ทำไม่ดี? แบบว่างง แต่มันก็อร่อยดีอะนะ 

อีกวันนึงติดใจ Kyoto ก็เลยมาซ้ำอีกนิด ไปดูวัดทอง แต่ฝนดันตก ก็เลยไม่ได้อยู่นานเท่าไหร่ ถ่ายรูปมากก็ไม่ได้ กลัวกล้องเปียก

 

Osaka - นอนที่เมืองนี้แต่กลับเที่ยวเมืองนี้น้อยแฮะ ได้ไปแค่แถวๆ Namba เอง แต่อย่างน้อยก็ได้ถ่ายรูปกับเจ้า Kuidaore Taro ก่อนที่มันจะโดนย้ายก็โอเคแล้วล่ะ (มันกำลังจะโดนย้ายแล้วนะคะ เพราะร้านอาหารที่เป็นเจ้าของมันเจ๊งอะ) นอกจากนั้น ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า แต่รู้สึกว่าหนุ่ม Osaka หล่อ! หล่อกว่าหนุ่มโตเกียวอะ เจอหนุ่มน่ารักๆแถว Osaka เยอะมากเลย ตอนกลางคืนเดินย่านร้านเหล้า เห็นพวกหนุ่มโฮสต์เท่ๆเพียบ แถมมาเรียกเราเข้าร้านอีกตะหาก(น่าน! เกือบไปแล้ว) จนแทบอยากจะเสียตังค์ (กร๊าก... จะใช้เงินซื้อปู้ชายซะแล้ว!) แต่พอไปโตเกียวรู้สึกว่าคนหน้าตาดีๆมันหายไปหนายยยยหมด จริงๆนะ หาไม่ค่อยเจอเลยขนาดเดินย่าน Shibuya, harajuku แล้วก็เถอะ ตอนมา Osaka วันแรกนี่เจอแบบ หล่อ ขาว สูง เท่ แต่งตัวดี ตั้งหลายคน วันแรกเจอหนุ่มสูงเกิน 180 แบบว่าตกใจๆ คนญี่ปุ่นตัวสูงขึ้นเรอะ แต่พออยู่ไปอยู่มา ส่วนใหญ่มันก็ 170 แหละว๊า... เตี๊ยะจริงๆ

 

Himeji - ไปเพื่อดูปราสาทฮิเมจิโดยเฉพาะ เขาว่ากันว่าเป็นปราสาทที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น เราก็ไม่รู้หรอกว่าจริงมั้ย แต่มันก็สวยจริงๆนะ โดยเฉพาะวิวซากุระที่มาประดับเนี่ยะ สุดยอดไปเลย ในปราสาทมีซากุระเยอะมากๆ งามจริงๆ เสียดายตอนไปดัดเจอทัวร์คนแก่ญี่ปุ่น ตอนที่ต้องไต่ขึ้นไปดูตามชั้นข้างในปราสาทเนี่ยะ ทรมาณมาก เพราะบรรไดชันๆเล็กๆ แถมยังโดนพวกคุณยายคุณตาทั้งเบียดทั้งดึงทั้งดัน เลยไม่ค่อยสบอารมณ์เลย แต่นอกปราสาทสวยจริงๆนะ

ดูสิ ซากุระร่วงจนเป็นพรมแบบนี้เลย

ใกล้ๆบ้าง พันธ์นี้สีชมพูเข้ม สวยดี

Kobe - อันนี้มันเป็นทางผ่าน อยู่ระหว่าง Himeji กับ Osaka ห่างจาก Osaka แค่ 20 นาทีได้ ก็เลยแวะไปดูเล่น จริงๆไปเพราะอยากลองกินเนื้อ Kobe แต่พอไปถึง ตัดใจไม่ลงจริงๆกับ steak จานละ 2000 บาทเนี่ยะ ก็เลยกิน steak ที่ไม่ใช่เนื้อโกเบ มีเพื่อนสั่งเนื้อที่ไม่ใช่เนื้อโกเบแต่แพงกว่าปกติมากิน แค่จานนั้นก็นุ่มมากแล้ว ทำให้นึกอยากกินเนื้อโกเบขึ้นมาเลย ว่าถ้ามันนุ่มกว่านี้จะขนาดไหนนะ

Hakone -นั่งชินคันเซนจาก Osaka มาลง Odawara เพื่อต่อรถมาเมืองนี้ เมืองนี้ตั้งใจไปแช่ Onsen แล้วก็หวังว่าจะได้เห็นฟูจิซํง แต่ว่าอากาศไม่เป็นใจ ไม่เห็นเลย ฟ้าปิดตลอด แต่ว่านะ ได้แช่ออนเซ็นสมใจก็โอเค คืนนี้ลงทุนนอนเรียวกัง ราคาต่อหัว 13,515 เยน รวมอาหารเช้าเย็น แพงหน่อยนึง แต่อยากลอง ก็โอเค ห้องสวยดี สไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ ตอนเข้าห้องไปมีคุณป้าใส่ยูกาตะเนี๊ยบๆทำผมแบบญี่ปุ่นโบราณมาคุกเข่าด้วย เหมือนในการ์ตูนเดี๊ยะๆ ชอบมากเลยอะ ตอนเข้า onsen ก็สบายตัวดีมากๆ แอบได้เห็นสาวยุ่นโป๊ ฮุๆๆๆ พอดีตอนอยู่ที่เยอรมันห้องแต่งตัวอาบน้ำตามยิมมันก็รวมอยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้ตกใจอะไรมาก แต่ว่าก็ยังอดแอบมองคนอื่นไม่ได้อะ :P

อันนี้คือห้องพักตอนแรกที่เข้าไป ก่อนที่พวกเราจะทำมันเละ เก้าอี้แบบนี้นั่งสบายเกินคาด

Tokyo - จุดประสงค์จริงๆคือ shopping ๆๆๆ และแวะไปเยี่ยมน้องหมาฮาจิโค แต่อยากจะตีตัวเอง ไม่ได้ถ่ายรูปน้องฮาจิโคมาซะนี่ จริงๆคือไม่กล้าแหวกฝูงชนเข้าไปถ่ายอะ มัยคนมันเยอะได้ขนาดนั้นนะ

โตเกียวก็ไม่ได้วางแผนอะไร แค่ไปตามแหล่ง shopping ต่างๆ Harajuku, Shinjuku, Shibuya, Akihabara อะไรประมาณนั้น มีแว๊ปไปเที่ยวที่ Asakusa หลายครั้งเพราะว่าใกล้ที่พัก เดินไปได้เลย แล้วก็แวะไปกินซูชิที่ตลาดปลา Tsukiji แล้วก็แว๊ปไปถ่ายรูปกับ Tokyo Tower นิดหน่อย อา..แล้วก็เข้าวัด Meiji jingu ด้วย แล้วก็ไปดูวิวที่ตึก Tokyo Metropolitan Police จะว่าไปก็เยอะเหมือนกัน แ่ต่หลักๆก็ shopping แต่ก็ยัง shop ของมาได้ไม่ครบอะ เศร้า

ไปเดินเล่นย่าน love hotel แถวชิบุย่าตอนกลางคืนมาด้วยแหละ แบบว่าอยากรู้อยากเห็น (ชั่วคราว 5000 เยน เผื่อใครสนใจ huhu) เพิ่งมารู้ตอนหลังว่าตอนกลางคืนแุถวนั้นมันไม่ค่อยปลอดภัย แต่พวกเราไปกันกลุ่มใหญ่เลยไม่มีใครกล้าทำไรมั้ง ไม่เจอไรเลย

อันนี้เข้าใจว่าเป็นนักเรียนต่างจังหวัดเข้ามาเที่ยวโตเกียวละมั้ง

Akihabara วันอาทิตย์ ปิดถนน คนเดินข้ามกันสบาย เห็นสาว maid มาแจกใบปลิวด้วย แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมา

Tokyo Tower - ห่างไกล Eiffel Tower มากมาย ตึกแถว shinjuku ยังจะน่าตื่นตาซะกว่า

Harajuku ชอบแถวนี้แฮะ เครปอร่อยดีด้วย

อันนี้แหล่ง shopping ประจำ Matsumoto Kiyoshi สอยมาเยอะมาก อันนี้สาขา Roppongi แต่ว่าที่ชิบุย่าถูกกว่าแหละ

ที่พักที่โตเกียวจองเป็น youth hostel ชื่อ K'house เหมาทั้งห้องเลย ตกคนละ 3000 ต่อคืน เป็นที่พักสุดฮิตของคนไทย เพราะเข้าไปแล้วเจอคนไทยประมาณครึ่งนึงของ hostel ได้ แต่ที่พักเขาดีจริง สะอาดมาก แถมห้องน้ำยังเป็นแบบที่มีปุ่มกดฉีดน้ำล้างทุกอันด้วย เคยคิดว่า hostel ของเยอรมันเจ๋งแล้ว ที่นี่เจ๋งกว่าอีกอะ เหนือฟ้ายังมีฟ้ามากๆ สุดยอดๆ ประทับใจ ที่ส่วนกลางก็กว้างขวางดีด้วย โซฟานุ่ม นั่งสบาย แถมมี WLAN ให้ใช้ฟรีในห้องส่วนกลางด้วย เห็นคนไทยแบก macbook มาใช้กันใหญ่ ใครว่าคนไทยจนหว่า ฝรั่งเขายังแค่มาใช้คอมหยอดเหรียญเอง

 

จะว่าไปการไปญี่ปุ่นมันเหมือน ได้เห็นอะไรทุกอย่างที่เคยอ่านเจอในการ์ตูนมันกลายมาเป็นของจริง ก็เลยสนุกไปหมดทุกอย่างที่เห็นเลย คนอ่านการ์ตูนมากๆจะเป็นงี้ทุกคนมั้ยนะ

แต่หนุ่ม Kansai หน้าตาดีกว่าหนุ่มโตเกียวจริงๆนะ

 

สรุปสุดท้าย ท้ายสุด ไปอีกแน่นอนญี่ปุ่น ปีหน้าว่าจะไปอีกถ้าไม่ติดอะไร ชอบจริงๆ

 

 

edit @ 28 Apr 2008 22:59:06 by * Night Wanderer *

2008/Apr/17

หลังจากนี้ไปคงเป็นกระทู้ review ของที่ซื้อจากญี่ปุ่นไปซักพักใหญ่ๆนะคะ

 

ตอนอยู่ญี่ปุ่นได้ดูโฆษณาตัวนี้หลายรอบ ซึ่งมันดูน่าใช้มากๆ

http://www.shiseido.co.jp/sengan/index.htm?jump=pro_whip
หลังจากดูโฆษณาตัวนี้ไปหลายรอบ ก็เกิดอาการอยากลองบ้างจนทนไม่ได้ค่ะ ก็เลยไปซื้อมาลองจนได้

 

ถ้้าดูตามโฆษณาต้องตีๆให้เป็นฟองแนวๆผงแป้งนะคะ โดยบีบออกมาให้ยาว 2 cm แล้วก็ผสมน้ำนิดหน่อย ตีฟองไปเรื่อยๆ
เราลองทำตามแล้วแต่ทำยังไงมันก็ไม่เกิดฟองเยอะขนาดในโฆษณา่ค่ะ แต่ก็มีฟองเยอะอยู่นะคะ
เนื้อโฟมนุ่มมากๆ เวลาสัมผัสกับหน้ารู้สึกนุ่มสบายหน้ามากๆ ส่วนตัวแล้วเรารู้สึกว่าฟองมันเนียนกว่าของ Fancl washing powder อีกนะคะ เวลาถู รู้สึกเลยว่าฟองนุ่มๆแน่นๆของมันช่วยกันไม่ให้มือเรามาโดนผิวหน้า ซึ่งเราว่าน่าจะดีนะ เพราะว่ามันทำให้เราไม่ต้องถูผิวตัวเอง
ตัวโฟมมีกลิ่นหอมอ่อนๆ อ่อนมาก แต่ก็ยังได้กลิ่น รู้สึกอารมณ์ดีเวลาใช้ค่ะ


หลังจากล้างโฟมออกแล้ว หน้าสะอาดแต่ไม่ตึงเลย
คือตอนนี้ใช้อยู่สองตัวคือ Neutrogena Deep Clean แบบหัวปั้ม กับ Fancl Washing Powder ซึ่ง Neutrogena มันล้างสะอาด แต่ติดแห้งไป แต่ Fancl ล้างออกมาแล้วไม่ตึหน้า แต่บางครั้งที่หน้าเรามันมากๆมันก็แอบล้างความมันออกไม่หมด แต่ว่าตัวนี้อยู่ตรงกลาง คือล้างความมันออกหมด แต่หน้าไม่ตึง (เราหน้ามันมากค่ะ)

สรุป ชอบมากๆ
นอกจากนั้นสนนราคายังแสนจะถูก
เราซื้อตอนลดแล้ว แค่ 399 เยนเท่านั้นค่ะ!
ราคาเต็มก็ไม่น่าเกิน 500 เยนนะ

ใครไปเที่ยวญี่ปุ่น ลองซื้อมาใช้ดูนะคะ เราว่าใช้ดีล่ะ

edit @ 17 Apr 2008 20:36:34 by * Night Wanderer *



Night Wanderer
View full profile